เนื่องจากบนโลกโซเชียลมีการพูดถึงอยู่เรื่อยๆเกี่ยวกับอาหารกระต่าย เราได้ความรู้จากคอมเม้นที่คุณหมออ้อยได้ ให้ความกรุณาเข้ามาตอบไว้ดังนี้

อาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกระต่ายคือ หญ้า อาจจะเป็นหญ้าสด หรือ หญ้าแห้งก็ได้ครับ ขึ้นกับความสะดวก ซึ่งข้อดีข้อเสียแตกต่างกันครับ เช่น หญ้าสด ทานได้ แต่ต้องระวังท้องเสีย ยาฆ่าแมลง สิ่งปนเปื้อน พยาธิ และแหล่งที่มา … ส่วนหญ้าแห้ง สะดวก ง่าย คุณค่าทางอาหาร ไม่ได้ด้อยกว่าหญ้าแห้ง เพียงแต่ขาดความชุ่มชื้น .. กระต่ายเป็นสัตว์ที่สามารถใช้อาหารที่ไม่มีคุณภาพ แปรเปลี่ยนให้เป็นพลังงานผ่านทางจุลชีพในทางเดินอาหารครับ

คัดมาจากสื่อการสอนที่ใช้สอนนักศึกษานะครับ อาจจะมีศัพท์แพทย์เล็กน้อยต้องขออภัยนะครับ

โภชนาการ
อาหารเม็ด
ในกระต่ายอาหารเม็ดที่พบได้บ่อยทางการค้ามักทำจากหญ้า Alflafas มีปริมาณเส้นใยอาหารตั้งแต่ 10%-20% ถึง 20%-22% (เฉลี่ยเท่ากับ 15%-16%) ปริมาณโปรตีนตั้งแต่ 12%-14% ถึง 22%-24%(เฉลี่ยเท่ากับ 16%-18%) ในกระต่ายที่เลี้ยงเพื่อต้องการเนื้อจะใช้อาหารที่มีค่าโปรตีนที่สูงและค่าเส้นใยอาหารที่น้อยลงเพื่อเพิ่มความน่ากินของอาหาร แต่ปริมาณสารอาหารในลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลให้สัตว์มีอัตราการป่วยและตายจากภาวะท้องเสียเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นอาหารเม็ดทางการค้าที่มีคุณภาพดีจึงมีปริมาณเส้นใยอยู่ที่ 16% โปรตีน 16% โดยถ้าปริมาณเส้นใยน้อยกว่า 15% สัตว์จะเสี่ยงต่อภาวะเบื่ออาหารและท้องเสีย แต่ถ้าสูงกว่า 16% ความน่ากินของอาหารก็จะลดลง ในอาหารที่มีเส้นใยสูง (18%-22%) สามารถช่วยป้องกันโรคอ้วนและดีสำหรับกระต่ายที่เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนนั้น ต้องมองถึงระยะยาว โดยการเลือดอาหารที่เหมาะสม โดยเส้นใยอาหารไม่ควรต่ำกว่า 18 % และ โปรตีนไม่ควรสูงเกิน 16 % ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างมีข้อยกเว้นตามสภาพสัตว์แต่ละตัว

ในหญ้าแห้งพวก timothy, oat, brome เป็นต้น มีปริมาณโปรตีนและแคลเซียมที่ต่ำแต่มีปริมาณเส้นใยสูง ต่างกับ alfalfa ที่มีข้อมุลดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นอาหารเม็ดที่ทำจากหญ้าดังกล่าว จะป้องกันภาวะอ้วน การเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและภาวะ gastric stasis(ท้องอืด)ได้ดีในกระต่ายโต แต่ไม่ควรนำมาเป็นอาหารในกระต่ายเด็ก

ปริมาณอาหารที่จะให้กระต่ายควรมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุและสภาพของกระต่าย เช่น ในพ่อแม่พันธุ์ ตัวเมียที่ไม่ได้ตั้งท้องซึ่งต้องระวังภาวะอ้วน อาหารที่จะให้ควรมีโปรตีนต่ำและมีเส้นใยในปริมาณสูง ส่วนในช่วงตั้งท้องอาหารที่ให้ควรมีทั้งปริมาณและคุณภาพที่ดีขึ้นโดยเฉพาะช่วงตั้งท้องระยะท้าย และยังต้องระวังไม่ให้แม่กระต่ายเครียดหรือมีการกินได้ที่ลดลงเพราะอาจนำมาซึ่งภาวะครรภ์เป็นพิษ แท้ง หรือการคลอดยากได้ และในภาวะให้นมแม่กระต่ายจะต้องการพลังงานมากกว่าปกติ2-3 เท่า

กระต่ายควรได้รับพืชหรือผักใบเขียวอย่างสม่ำเสมอ ในกระต่ายที่อุจจาระนิ่มเกินไปหรืออ้วนอาจปรับอาหารโดยงดรับอาหารเม็ด และให้ timothy หรือหญ้าตามที่สัตว์ต้องการ หรืออาจจะเสริมพืชผักได้บ้างเพื่อกระตุ้นให้มีความอยากอาหาร เจ้าของบางรายอาจให้ผลไม้เสริมในปริมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำหนักตัวสัตว์ 2.3 กิโลกรัม

แต่ต้องตระหนักว่าผักและผลไม้ที่ให้นั้นมีน้ำในปริมาณสูงแต่มีคุณค่าทางโภชนะที่ต่ำ ส่วนอาหารจำพวกเมล็ดธัญพืชและแป้งไม่แนะนำให้เป็นอาหารในกระต่ายเพราะอาจทำให้เกิดภาวะท้องเสียได้

คุณภาพของหญ้าหรือฟางมีความแตกต่างกันทั้งจากฤดูกาล พื้นที่เพาะปลูกและเทคนิคในการดูแล จึงเป็นเรื่องยากที่จะแนะนำว่าหญ้าหรือฟางชนิดไหนที่ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นหญ้าที่ราคาไม่แพงนักและหาซื้อได้ง่าย หญ้าที่แนะนำคือ Alflafa เป็นหญ้าที่มีแคลเซียมสูง ต้องระวังการให้ในกระต่ายที่มีภาวะอ้วนหรือกระต่ายอายุมาก ส่วนหญ้า Timothy ถูกแนะนำว่าเป็นหญ้าที่ดีที่สุดสำหรับกระต่าย ส่วนหญ้าอื่นๆนั้น สามารถให้ได้ ขึ้นกับความชอบของกระต่ายเช่น Oat hay, Orchard hay

หญ้าชนิดเดียวกันทำไมราคาต่างกัน … เพราะการเก็บเกี่ยวไม่เหมือนกัน การตัดหญ้า มีการตัด แบ่งเป็นการตัดครั้งที่ หนึ่ง ครั้งที่สอง สาม สี่ คุณค่าทางอาหารก็ไม่เท่ากัน ตัดครั้งแรกสารอาหารเยอะ เยื่อใยต่ำ ครั้งสุดท้าย สารอาหารน้อย เยื่อใย สูง อันนี้ก็เป็นเทคนิกการเลือกหญ้า ให้เหมาะกับชนิดสัตว์ครับ

ข้อพิจารณาอื่นๆทางโภชนาการ
องค์ประกอบโภชนะอื่นๆในอาหารกระต่ายก็ต้องพิจารณาเช่นกัน เช่น ในอาหารเม็ดที่มีค่าเส้นใยสูงมักพบไขมันถึง 8% เพื่อเพิ่มความน่ากินของอาหาร และลดความเป็นฝุ่นผงช่วยให้อาหารเกาะกันเป็นเม็ด การใส่วิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระก็สามารถช่วยเพิ่มอายุอาหารให้เก็บได้ยาวนานขึ้น แต่การได้รับไขมันที่มากเกินไป เช่นจากการให้นมเป็นอาหารเสริม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ arteriosclerosis ซึ่งในกระต่ายบางสายพันธุ์จะมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคดังกล่าวอยู่แล้วตามลักษณะทางพันธุกรรม

การขาดวิตามินเอส่งผลให้ไม่สมบูรณ์พันธุ์ สัตว์จะมีอัตราการแท้ง การตายแรกคลอดสูง หรืออาจมีปัญหาที่ระบบประสาท เช่น เกิดภาวะ hydrocephalus ขณะเดียวกันการได้รับวิตามินเอในปริมาณที่มากเกินไปก้สามารถส่งผลให้เกิดภาวะ hydrocephalus ได้เช่นกัน อาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ อาหารเม็ดที่ทำจากหญ้า alfalfa สด หรือวิตามินเอสำเร็จรูป

วิตามินบีสัตว์สามารถสังเคราะห์ได้จากทางเดินอาหารส่วนท้ายและได้รับเข้าสู่ร่างกายผ่านทาง cecotropes(อุจจาระพวงองุ่น)

ผู้เลี้ยงต้องระวังอาหารเม็ดที่อาจมีปริมาณแคลเซียมหรือวิตามินดีที่มากเกินไปทำให้เกิด dystrophic calcification (มีการสะสมของแคลเซี่ยมตามตำแหน่งอื่นๆของร่างกาย) และปัสสาวะที่ผิดปกติไป โดยปกติลักษณะสีและความเข้มข้นของปัสสาวะในกระต่ายปกติมีลักษณะได้ตั้งแต่สีฟางข้าว, สีคล้ายนม, สีแดงน้ำตาล ขึ้นกับอาหารที่กิน

ปกติกระต่ายจะดูดซึมแคลเซียมที่ได้รับจากอาหารทั้งหมดผ่านทางลำไส้และขับส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะ จึงเป็นผลให้เห็นปัสสาวะมีสีขุ่นคล้ายชอค์กและ ปริมาณแคลเซียมที่มากเกินเป็นสาเหตุให้เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ, ท่อไต, ไตหรือขับแคลเซียมส่วนเกินออกมาในปัสสาวะ เห็นคล้ายทราย

ขอบคุณคำตอบของคุณหมออ้อย” หรือ น.สพ.เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล

ปล.รอติดตามหนังสือความรู้กระต่ายจากคุณหมออ้อยนะคะคุณหมอกระซิบมา

%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95

Advertisements